การปฏิบัติประจำสำนักนิพพานธรรมสถาน

การลาพุทธภูมิ และประโยชน์ของการลาพุทธภูมิ

  1. สาเหตุที่จะต้องลาพุทธภูมิ คือสําหรับบุคคลที่ต้องการนิพพานชาตินี้ แต่ฟังธรรมะหรือปฏิบัติไปเพื่อ พระนิพพาน (คือบรรลุอรหันต์ชาตินี้) ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจยาก กับธรรมที่แสดงเกี่ยวกับนิพพาน... เพราะยังไม่ได้ลาพุทธภูมินั่นเอง หมายถึง เราได้เคยปรารถนา จะเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในชาติใดชาติ หนึ่ง จึงทําให้ฟังธรรมเกี่ยวกับนิพพานไม่เข้าใจ และปฏิบัติไปไม่ถึงไหน เนื่องจากได้เคยปรารถนา ว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าไว้ จึงจะไม่บรรลุอรหันต์ง่ายๆ ในชาตินี้ เพราะยังต้องกลับมาเกิดอีกหลายชาติ เพื่อสะสมบารมีที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
  2. แต่ถ้าเรากลับใจ อยากไปนิพพานชาตินี้ จึงจําเป็นต้องอธิษฐานใหม่ คือขอลาพระพุทธภูมิ (การ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า)ก่อน...และอธิษฐานของบรรลุชาตินี้แทน...เพื่อจะได้ปฏิบัติโดยไม่สงสัย หรือเข้าใจเรื่องนิพพานมากขึ้น (เข้าเรียกว่า อธิษฐานบารมี)
  3. ขั้นตอนการลาพระพุทธภูมิ ก็ทําตามที่หลวงพ่อฤาษีลิงดําได้บอกไว้คือไปที่หน้าพระพุทธรูป แล้วจุด ธูปบูชา ตั้งนะโม ๓ จบ ว่าพุทธัง...ธัมมัง...สังฆัง...สรณังคัจฉามิ ว่า อิติปิ โส อีกจบหนึ่ง แล้วก็ขอขมาโทษท่าน เสร็จแล้วกล่าวคําปฏิญาณว่า "ข้าพระพุทธเจ้าขอลาพุทธภูมิ ขอเป็นสาวก ภูมิตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"...ขออํานาจบารมีสมเด็จองค์ปฐม ข้าพเจ้าอยากนิพพานชาตินี้ควรทําเช่นไร พระพุทธเจ้าข้า...
  4. อาตมาขอเพิ่มสักนิดว่า ข้อธรรมหรือข้อปฏิบัติ ที่จะตรงจริตของเรา 100% นั้น คือปฏิบัติแล้วหลุด พ้นได้เร็ว ต้องมาจากพระโอษฐ์โดยตรงจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น...และการลาพระพุทธภูมิ ก็จะทําให้ เราฝันถึงพระพุทธเจ้ามาสอนบ้างนั่งสมาธิเห็นพระพุทธเจ้ามาสอนบ้างหรือได้ยินเสียงมาสอนบ้าง (แต่จะรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า)เป็นต้น และพระพุทธองค์จะสอนคําสั้นๆง่ายๆเท่านั้น ขอให้จําแล้วนํามา ปฏิบัติ เพราะท่านจะมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่พอเราบรรลุขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว อยากรู้เรื่องอะไรท่านก็ จะมาสงเคราะห์ให้ถ้าเรื่องนั้นเป็นประโยขน์แก่คนหมู่มาก โดยเฉพาะเรื่องนิพพาน...นี่จึงเป็นสาเหตุ ของการลาพระพุทธภูมิ…

 

การพิจารณาอริยสัจ 4 

อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง คือ 

1.ทุกข์ 

2.สมุทัย คือ เหตุของความทุกข์นั้นๆ 

3.นิโรธ คือ วิธีดับทุกข์นั้นๆ 

4.มรรค 8 คือ หนทาง หรือการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ทั้งปวง 8 อย่าง อริยสัจ 4 นั้น เป็นธรรมะที่ให้ทุกคนพิจารณา และทําความเข้าใจตามว่า อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุ ของทุกข์นั้น อะไรเป็นวิธีดับทุกข์นั้นๆ และอะไรเป็นหนทางดับทุกข์ทั้งปวง...เมื่อเราพิจารณา ทําความ เข้าใจบ่อยๆแล้ว ก็สามารถ ลดโกรธโลภหลงได้...จนเข้าใจทุกอย่างบนโลกนี้ มิใช่แค่ตนเองเท่านั้น ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีทุกข์มีภัยเกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุใดควรดับทุกข์ด้วยวิธีใดและควรดับทุกข์ทั้ง ปวง ไม่ให้เจอทุกข์ ทุกอย่างอีกต่อไปทุกภพ ทุกชาติ ต้องใช้วิธีใด ...และผู้ที่เข้าใจอย่างถ่อแท้ ในการพิจารณา และทําความเข้าใจในอริยสัจจ 4 ได้นั้น มีแค่พระอรหันต์ ขึ้นไปเท่านั้น...เพราะฉะนั้น เราทุกคนต้องหัดพิจารณา หาว่าอะไรเป็นทุกข์ เป็นเหตุของความทุกข์ นั้นๆ เป็นวิธีดับทุกนั้น และวิธีดับทุกข์ทั้งปวง จนชํานาญและเป็นอัตโนมัติ (คือใจมันจะพิจารณาและ เข้าใจเอง เมื่อมีทุกข์ หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น) ถึงจะบรรลุพระอรหันต์ได้ในที่สุด... ...แต่การพิจารณาอริยสัจ 4 หรือหัวข้อธรรมไหนก็ตาม ต้องมีพื้นฐาน คือ มีศีล+สมาธิ(ฌาน 1 ขึ้นไป) เสียก่อน จึงจะมีปัญญาในทางที่ดีเกิดขึ้น เพื่อไปพิจารณาธรรมะหัวข้อต่างๆ จะเข้าใจได้ง่าย และเร็ว กว่าการไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ...เพราะฉะนั้น ศีล 5 ขึ้นไป กับสมาธิ เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดในทุกศาสนา... 


การปฏิบัติตามมรรค 8 

มรรค 8 แปลว่า หนทางในการดับทุกทั้งปวง (ทุกภพทุกชาติ) 8 อย่าง คือ 

    1.สัมมาทิฐิ คือ มีความเห็นที่ถูกต้อง หมายถึง ความรู้-ปัญญา หรือมุมมอง ที่ถูกต้องตรงกับความจริงตามคําสอนของพระพุทธเจ้า เช่น รู้ว่าทําดี ได้ดี ทําชั่วได้ชั่วและรู้แจ้งในอริยสัจ 4 

   2.สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่ถูกต้อง หมายถึง ความคิดที่ต้องละเว้นจากกาม ความพอใจต่างๆ มีเรื่องทางเพศ ความอยากได้อะไรต่างๆจนเกินไป เป็นต้นละเว้นความพยาบาทและละเว้นการ เบียดเบียนคนและสัตว์ 

   3.สัมมาวาจา คือ เจรจาที่ถูกต้อง หมายถึง การพูดที่ต้องละเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ 

   4.สัมมากัมมันตะ คือ การปฏิบัตทิี่ถูกต้อง หมายถึง การกระทําที่ต้องละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และประพฤติผิดในกาม 

   5.สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง หมายถึง การทํามาหากินอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการ ทุจริตและเอาเปรียบผู้อื่น เช่น อาชีพที่ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม ไม่ผิดวินัย ไม่ผิดกฎหมาย 

  6.สัมมาวายามะ คือ ความเพียรที่ถูกต้อง หมายถึง ความอุตสาหะหรือความพยายามที่อยู่ในทางที่ดี คือ 1.การละความชั่วเก่าที่มีอยู่ 2.ไม่สร้างความชั่วใหม่ 3.รักษาความดีเก่าไว้ 4.ทําความดีใหม่เพิ่ม 

  7.สัมมาสติ คือ การมีสติที่ถูกต้อง หมายถึง การระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา (มีสติ คือสติปัฏฐาน) โดยกําจัดความฟุ้งซ่าน รําคาญ หดหู่ ง่วงซึม สงสัย และลังเล...คือพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรมเช่นการเจริญอานาปานสติสมาธิ มีสติรู้ลมหายใจ ให้รู้ตัวเสมอว่าเราทําอะไรไปนั้นผิดหรือถูก 

   8.สัมมาสมาธิ คือ การมีสมาธิที่ถูกต้อง หมายถึง การฝึกอารมณ์ให้สงบกิเลส 5 อย่างทุกวัน จะ 10 นาที30 นาที ,60 นาที ขึ้นไปก็ได้ แต่ให้ทําทุกวัน... โดยการทําสมาธิ ไม่ว่าจะแบบหลับตาหรือลืมตา ให้ได้อย่างน้อยฌาน 1 ขึ้นไป...เพราะผู้ที่มีฌาน 1 นั้น แปลว่า ช่วงนั้นสงบกิเลส (นิวรณ์) 5 อย่างได้ คือ

     1.กามฉันทะ ความชอบใจทุกอย่างมีเรื่องเพศ เป็นต้น

     2.พยาบาท ความคิดอาฆาต

     3.ถีนมิทธะ ความ หดหู่ ความขี้เกียจ

     4.วิจิกิจฉา การความลังเลสงสัย

   5.อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รําคาญ …เมื่อปฏิบัติตามมรรค 8 ทุกวันแล้ว ศีล 5 ขึ้นไปจะไม่ขาดความโกรธโลภหลง จะลดลงถึงตัดได้ จะเข้าใจการกระทําของคนและสัตว์ในเหตุการณต่างๆ จะมีใจเป็นกลาง จะวางเฉยกับสิ่งที่มากระทบ ทางกายและใจ จะไม่คิดอยากเกิดเป็นอะไรอีกต่อไป จนจิตใต้สํานึกจะมุ่งตรงต่อนิพพานชาตินี้ ...สุดท้ายบรรลุพระอรหันต์ได้ในที่สุด