Download PDF

การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อพระนิพพาน 1/2

เหตุผลที่ต้องเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

-วิปัสสนากัมมัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งความเห็นแจ้ง คือ อุบายทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งทั้งปวงต่างๆ ว่าตกอยู่ในสภาพไม่เที่ยง และไม่ควรยึดติดยึดมั่น...โดยใช้การพิจารณาเป็นหลัก ด้วยสมาธิฌาน 1 (ฌานจะสูงกว่านี้ก็ได้)...วิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น คนส่วนใหญ่คิดถึงวิปัสสนาญาณ 9 เท่านั้น และคิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่พระ...แต่ความเป็นจริงแล้ววิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นอุบายทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งทั้งปวงต่างๆ โดยจะพิจารณาหัวข้อธรรมใด ธรรมหนึ่งก็ได้ ไม่ต้องเริ่มพิจารณาวิปัสสนาญาณ 9 ก่อนก็ได้ เช่น พิจารณาเรื่องร่างกาย, พิจารณาสติปัฏฐาน, พิจารณาเรื่องศีล, พิจารณาเรื่องเมตตา, พิจารณาเรื่องความไม่เที่ยง, พิจารณาเรื่องอุเบกขา, พิจารณาเรื่องอาหาร, พิจารณาเรื่องธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ), พิจารณาวิปัสสนาญาณ 9 เป็นต้น...เมื่อพิจารณาหัวข้อธรรมที่เราถนัดแล้ว มันจะไปตกที่วิปัสสนาญาณถึงขั้นที่ 8...จนเกิดกฎไตรลักษณ์ คือ ทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน (ไม่อยู่ในอำนาจของตน) จึงทำให้วิปัสสนาญาณตัวที่ 9 เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ…จนบรรลุพระอรหันต์ในที่สุด

-วิปัสสนาญาณ 9 คือ ความรู้หรือปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งทั้งปวง มี 9 ขั้น

  1. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาตามเห็นว่าทุกสิ่งมีเกิดและดับ
  2. ภังคานุปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาตามเห็นว่าทุกสิ่งต้องดับหมดไม่เหลือ
  3. ภยตูปัฏฐานญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาตามเห็นว่าสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
  4. อาทีนวานุปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาตามเห็นว่าทุกสิ่งทั้งปวงมีโทษ เป็นที่พึ่งไม่ได้
  5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาเกิดเห็นความเบื่อหน่ายในสิ่งทั้งปวง
  6. มุจจิตุกัมยตาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาเกิดการหยั่งรู้ อันใคร่จะพ้นไปเสียจากสิ่งทั้งปวง
  7. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญาเกิดพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทางพ้นทุกข์
  8. สังขารุเบกขาญาณ หมายถึง ความรู้หรือปัญญารู้ว่าต้องหนีโดยการนิพพาน จึงวางเฉยต่อสังขาร
        ที่ยังมีชีวิตอยู่และกับสิ่งที่มากระทบทั้งหมด คือ หมดความยึดติดกับสิ่งทั้งปวง เพราะทุกสิ่งไม่เที่ยง
  1. สัจจานุโลมิกญาณ หมายถึง เมื่อวางเฉยกับทุกสิ่งแล้ว จึงเกิดปัญญาที่จะมุ่งตรงต่อนิพพานเท่านั้น โดยไม่พะวงกังวลกับสิ่งใด จนหยั่งรู้อริยสัจ ว่าสิ่งใดเป็นทุกข์,เป็นเหตุของทุกข์,วิธีดับทุกข์นั้นๆ,และการดับทุกข์ทั้งปวง...จึงเกิดโคตรภูญาน (ปัญญาในขั้นมรรค กำลังจะเป็นผล) คั่นเพียงคู่เดียว

...จนนิพพานในที่สุด

การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อพระนิพพาน 2/2

วิธีเริ่มพิจารณาวิปัสสนากัมมัฏฐาน

1.เลือกหัวข้อธรรมที่เราชอบ ธรรมใดธรรมหนึ่ง หรือหลายหัวข้อธรรมก็ได้ มาเป็นตัวตั้ง เพื่อไว้ใช้
   พิจารณาวิปัสสนา เช่น ความไม่เที่ยง, ความเมตตา , อุเบกขา, สติปัฏฐาน เป็นต้น...หรือถ้าให้ง่าย
   ก็พิจารณาตรงเลยก็ได้ คือ พิจารณาวิปัสสนาญาณ 9
2.หมั่นถือศีล 5 ขึ้นไป (อย่าขาดโดยเจตนา)
3.ทำสมาธิโดยการนั่งหลับตาก็ได้ หรือลืมตาก็ได้ ตามถนัด ในเวลาส่วนตัวก็ได้ ในเวลาว่างช่วงไหนก็ได้
   1 นาทีก็ได้ หลายนาทีก็ได้ตามความสบายของจิตใจในระหว่างการพิจารณา...เพราะคำว่าสมาธินั้น
   หมายถึง ความตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่มีจิตวอกแวกไปในเรื่องอื่น ใช้อิริยาบถ(ท่าทาง)ไหนก็ได้
4.เริ่มพิจารณาตามวิปัสสนาญาณ 9 ทั้ง 9 ขั้น...ทำทบทวนไปมา แบบสบายๆ ไม่ต้องเคร่งเครียด เช่น
     1.ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ร่างกาย, ความสุขความทุกข์ มีเกิดขึ้นและดับไป จริงหรือไม่
     2.ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ร่างกาย, ความสุขความทุกข์ ต้องดับหมดไม่เหลือ จริงหรือไม่
     3.ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ร่างกาย, ความสุขความทุกข์ เป็นของน่ากลัว มีอันตรายแก่ตน จริงหรือไม่
     4.ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ร่างกาย, ความสุขความทุกข์ มีโทษ เป็นที่พึ่งไม่ได้ จริงหรือไม่
     5.เมื่อพิจารณาตาม 4 ขั้นต้นแล้ว เกิดความเบื่อหน่ายในทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ร่างกาย หรือไม่
     6.ถ้าเกิดความเบื่อหน่ายในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว...อยากพ้นทุกข์ หรือพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างหรือไม่
     7.ถ้าอยากพ้นทุกข์ หรือพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว...เริ่มหาหนทางพ้นทุกข์แล้ว หรือไม่
     8.ถ้าหาหนทางพ้นทุกข์แล้ว จนรู้ว่าต้องนิพพานชาตินี้...เริ่มวางเฉยต่อสังขารที่ยังมีชีวิตอยู่ และกับ
        สิ่งที่มากระทบทั้งหมด คือ หมดความยึดติดกับสิ่งทั้งปวง เพราะทุกสิ่งไม่เที่ยงแล้ว หรือไม่
     9.ถ้าวางเฉยกับทุกสิ่งแล้ว...จิตมุ่งตรงต่อนิพพานเท่านั้น โดยไม่พะวงกังวลกับสิ่งใด จนหยั่งรู้
        อริยสัจ ว่าสิ่งใดเป็นทุกข์,เป็นเหตุของทุกข์,วิธีดับทุกข์นั้นๆ,และการดับทุกข์ทั้งปวงแล้ว หรือไม่
       ***ถ้าเกิดอาการหรือความรู้สึกดังที่กล่าวมาแล้ว 9 ขั้น จริงๆจากใจ ก็จะบรรลุพระอรหันต์
       หรือนิพพานได้ในที่สุด***

5.หมั่นพิจารณาซ้ำไปมาทุกวัน แต่มิใช่ให้ท่องจำ คือให้พิจารณาจากตัวเองบ้าง สิ่งของหรือคนรอบข้างบ้าง เหตุการณ์หรือข่าวสารต่างๆบ้าง...เมื่อพิจารณาทุกวันแล้ว มันจะติดเป็นอัตโนมัติ คือครั้งต่อไป เจอเหตุการณ์อะไร หรือเจอสิ่งใด จิตมันจะพิจารณาขึ้นมาเอง จนเกิดจากจิตใต้สำนึกจริงๆ ถึงจะเรียกได้ว่าอยู่ขั้นไหนแล้ว หรือได้บรรลุแล้ว(แต่ถ้าบรรลุแล้วมันจะมี ตัวรู้ที่ทำให้เรารู้ว่าบรรลุแล้ว)...จบ